visitor : Web Site Hit Counter  
 
 

:: Products - การแนะนำสินค้า



รายละเอียดของสินค้าเหล็ก

เพื่อให้ผู้ที่สนใจในสินค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ทางบริษัทฯจึงได้มีคำอธิบายเกี่ยวกับสินค้าแต่ละชนิดไว้ เพื่อให้ลูกค้าได้มีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แต่ละชนิดตามสมควร พร้อมกับได้จัดทำรายละเอียดต่าง ๆ เป็นตาราง ซึ่งจะเน้นถึงขนาดและน้ำหนัก ของผลิตภัณฑ์ แต่ละตัว ไว้ โดยบางหมวดหมู่ก็ได้จับมารวมกันเพื่อให้ได้เห็นภาพเป็นกลุ่มสินค้า โดยมีความตั้งใจให้มีข้อความที่สั้น และกระชับ โดยมีรายละเอียดสินค้าดังนี้

เหล็กเส้น  (Steel concrete reinforcing bars)
เหล็กเส้นโดยปกติใช้ร่วมกับงานคอนกรีต จึงมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Steel concrete reinforcing bar ต้องถือว่าผู้ค้นคิดใส่เหล็กเส้นเข้าไปในคอนกรีตมีความฉลาดมาก เพราะได้นำคุณสมบัติของสองสิ่งมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คือเหล็กมีความสามารถรับแรงเฉือนได้ดี แต่ไม่ทนความร้อน และสนิม ส่วนคอนกรีตสามารถทนความร้อนและสนิมได้แต่รับแรงเฉือนเกือบไม่ได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าเหล็กเสริมคอนกรีต มีใช้กันแพร่หลายทั่วโลก และที่นิยมใช้เป็นเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เพราะมีราคาถูกกว่าเหล็กโครงสร้างอื่น รวมทั้งสามารถออกแบบเหล็กเส้นให้ใช้รับแรงได้หลากหลายรูปแบบ ตามแรงที่มากระทำได้มากกว่าเหล็กอื่น

การผลิตเหล็กเส้น
เหล็กเส้นมีกรรมวิธีการผลิตคล้ายกับเหล็กรูปพรรณรีดร้อน หรือเหล็กเพลาดำ ซึ่งจะอธิบายในหมวดนั้นต่อไป

เหล็กเส้นข้ออ้อย SD 40 (มอก.24-2548)
ขนาดตั้งแต่  10 มม ขึ้นไปจนถึง 32 มม ( 10,12,16,20,25,28,32) ประเทศไทยมีการกำหนดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นหน่วยเมตริกคือ มม. (มิลลิเมตร) และเป็นมาตรฐานบังคับ คือผู้ผลิตเหล็กเส้นในประเทศทุกโรงงานต้องผลิตตามขนาดที่กำหนด รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ ตามมาตรฐานด้วย การผลิตนอกเหนือจากที่กำหนดถือเป็นความผิด
ความยาวของเหล็กเส้นข้ออ้อยมีให้เลือกทั้งความยาว 10 เมตร และ 12 เมตร ความยาวอื่นที่ไม่ใช่ 10 เมตร 12 เมตร ก็ทำได้ถ้าผู้ใช้มีการใช้เป็นจำนวนมากเช่นเป็นจำนวน 100 ตันขึ้นไป ซึ่งต้องเป็นการสั่งพิเศษ ต้องมีเวลาในการเตรียม และจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการสั่งความยาวพิเศษ ประมาณ 500 บาท/ ตันขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวน
ปัจจุบันการต่อเหล็กเส้นทำได้ง่ายขึ้น โดยการสต๊าฟเกลียวแล้วใช้ข้อต่อ ซึ่งมีผู้ให้บริการหลายรายจึงทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการสั่งเหล็กเส้นความยาวพิเศษเพราะต้องเสียเวลา,ค่าใช้จ่าย และการนำมาใช้จริงก็ยุ่งยากกว่า

เหล็กเส้นข้ออ้อย SD30
ปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะมีคุณสมบัติรับแรงน้อยกว่า SD40 ประมาณ 30% แต่มีราคาใกล้เคียงกัน  เนื่องจากมีผู้ผลิตน้อย จึงหาสินค้าได้ยาก

เหล็กเส้นข้ออ้อย SD50
ราคาแพงกว่า SD40 ประมาณ 500 บาท/ตัน แต่มีความแข็งแรงกว่าไม่มาก รวมทั้งการใช้งานก็ยากกว่า จึงนิยมใช้เฉพาะงานโครงสร้างที่ใหญ่จริง ๆ เท่านั้น จึงจะใช้  SD50 และขนาดที่นิยมใช้จะเป็นเหล็กเส้นขนาดใหญ่คือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (diameter) 28,32,40 mm.

เหล็กเส้นกลม SR24(มอก.20-2543)
ที่ผลิตและจำหน่ายมีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 6,9,12,15,19,25 มม. แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเป็นเหล็กขนาดเล็กคือขนาด 6 มม. และ 9 มม. ซึ่งก็จะไปเสริมงานก่อสร้างให้สมบูรณ์คืองานเล็กใช้เหล็กกลม ขนาด 6,9 มม. งานกลางใช้ SD40 12-25 มม. และงานใหญ่ใช้ SD50 28-40 มม.
เหล็กเส้นกลมผลิตความยาว10 เมตร เพียงขนาดเดียว ถ้าต้องการความยาวอื่นต้องสั่งพิเศษ เหล็กเส้นกลมขนาด 12-25 มม. ไม่ค่อยมีคนนิยมใช้จึงทำให้ไม่ค่อยมีผู้ผลิต ดังนั้นผู้ใช้จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เหล็กกลมขนาด 12-25 มม. โดยเปลี่ยนไปใช้เหล็ก SD40 แทนจะดีกว่า

เหล็กแผ่น Steel Plate / Steel Sheet

เหล็กแผ่นดำ Hot Rolled Steel Plate
เหล็กแผ่นดำ คือเหล็กแผ่นที่ได้จากการนำ Slab (เหล็กแผ่นขนาดใหญ่มีความหนาตั้งแต่ 150 – 250 ม.ม.,ความกว้าง 1.00 – 1.60 ม. ความยาว 3- 9 ม.ขึ้นอยู่กับลักษณะในการออกแบบของแต่ละโรงงาน) ไปเข้าเตาเผาเพื่อให้เหล็กอ่อนตัว แล้วนำไปเข้าเครื่องรีด ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็จะออกมาเป็นเหล็กแผ่นดำ บางโรงงานรีดออกมาเป็นแผ่น หรือบางโรงงานรีดออกมาเป็นเหล็กแผ่นม้วน ในกรณีที่เป็นเหล็กแผ่นม้วน จะมีขนาดหน้ากว้างที่ผลิตได้สูงสุดไม่เกิน 5 ฟุต และเหล็กจะม้วนเข้าไปเป็นก้อนกลม โดยมีน้ำหนักเหล็กแต่ละม้วนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำเข้าไปรีด โดยปกติเหล็กแผ่นม้วนจะมีน้ำหนักประมาณ 10-20 ตันต่อม้วน การใช้งานของเหล็กแผ่นม้วนต้องผ่านไปยังโรงงานโดยตรงเพื่อนำม้วนไปตัดเป็นเหล็กแผ่นตามขนาดอีกครั้งหนึ่ง หรือนำเหล็กม้วนนี้ไปเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล็กอีกครั้งหนึ่ง
มีบางโรงงานในประเทศไทยที่ผลิตเป็นเหล็กแผ่นตัดในคราวเดียว โดยไม่ต้องนำมาม้วนก่อน โรงงานที่ผลิตเหล็กแผ่นตัดในคราวเดียวจะมีข้อดีคือสามารถผลิตความกว้างได้มากกว่า 5 ฟุต แต่มีข้อเสียคือจะผลิตเหล็กได้ช้ากว่า เหล็กแผ่นที่ผลิตเป็นม้วน

การเลือกซื้อเหล็กแผ่นดำ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้  มีการกำหนดไว้เป็นประเภทดังนี้
1  งานโครงสร้างทั่วไป และโครงสร้างเชื่อมประกอบ เช่น อาคาร สะพาน เรือ รถไฟบรรทุกสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์ ท่อ ถัง และโครงสร้างอื่น ๆ Standard  : TIS 1479  TIS 1499  JIS G3101  JIS G 3106  ASTM A36  ASTM A283  CSA G 40.21  BS 4360  EN 10025(1993) EN 10025(2004)  DIN 17100  AS/NZS 3678  
2. สำหรับงานทั่วไป และงานขึ้นรูป เช่น ฝาครอบ ถังบรรจุอาหาร ไซโล และงานทั่วไปที่ต้องการคุณสมบัติการยืดตัวสูง Standard  : TIS 528  JIS G 3131 
3. สำหรับงานโครงสร้างเครื่องจักรกล เช่น โซ่ เฟือง Standard  : TIS 1501   JIS G 4051 
4. สำหรับงานก่อสร้างเรือ Standard  : ABS  BV  CCS  CLASS NK  DNV KR  GL  LR
5. สำหรับทำหม้อไอน้ำ และภาชนะที่ต้องทนแรงดันสูง เช่น ถังบรรจุก๊าซ และเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่สามารถทนแรงดันสูง Standard  :  ASTM A285  ASTM A516  JIS G 3103  LR
6. สำหรับทำส่วนประกอบของโครงสร้างอาคารที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น อาคารสนามบิน Standard  : ASTM A572  BS 4360  EN 10025(1993)  EN 10025(2004)  DIN 17100  AS/NZS 3678
 7. สำหรับงานท่อเหล็ก เช่น ท่อส่งน้ำมัน ท่อก๊าซ Standard  : API 5L

เหล็กแผ่นที่กล่าวทั้ง 7 ประเภทนี้ เป็นเหล็กแผ่นดำซึ่งจะเป็นงานก่อสร้าง หรือเป็นเครื่องมือเครื่องจักร

เหล็กแผ่นขาว (Cold Rolled Steel Sheet)
เหล็กแผ่นดำนี้จะถูกนำไปสู่การรีดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขบวนการนี้จะเป็นการรีดชนิดที่ไม่ได้ใช้ความร้อนในการเผา ซึ่งผลผลิตที่ได้นี้เราจะเรียกชื่อเป็นเหล็กแผ่นขาว (Cold Rolled Steel Plate)เป็นเหล็กที่นำไปใช้ในงานที่มีความละเอียด สวยงามขึ้น เช่นนำไปใช้งานเช่นการผลิตรถยนต์ ตู้แอร์ หรือเป็นวัตุดิบต่อในการชุบสังกะสี เป็นต้น

เหล็กแผ่นลาย (Steel Checkered Plate)
เหล็กแผ่นลายก็คือเหล็กแผ่นที่ขึ้นรูปเป็นลาย มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานแล้วจะได้ไม่ลื่นเช่นใช้เป็นวัสดุในการทำบันไดเป็นต้น เหล็กแผ่นลายนี้บางคนเรียกว่าเหล็กตีนไก่

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน
เหล็กเหล่านี้ประกอบด้วยเหล็กที่ผลิตจากการนำเหล็กแท่ง ขนาดใหญ่  (Bloom , Beam Blank) หรือเหล็กแท่ง (Billet) นำไปเผาให้ร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 1,100 – 1,200 องศาเซลเซียส แล้วนำออกมารีดเหล็กตามแบบลูกรีดที่กำหนด ซึ่งจะได้เหล็กเอชบีม , เหล็กไอบีม , เหล็กรางน้ำ , เหล็กฉาก ,เหล็กชีทพลาย , และ เหล็กคัทบีม หรือรูปทรงอื่น ๆ ซึ่งจะมีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้ทำงานเสา , คาน  หรือโครงสร้างหลักที่ต้องการรับแรงสูง

เหล็กเอชบีม (H Beam) , เหล็ก (I Beam) (มอก.1227-2539)
มีการตั้งชื่อสินค้า ตามลักษณะหน้าตัดที่เรามองจากสินค้า เหล็กเอชบีม ก็จะมีหน้าตัด สามด้านใกล้ ๆ กัน ส่วนเหล็ก ไอบีมจะมีหน้าตัดที่เป็นตัวไอยาวกว่าอีกสองด้านที่เหลือ แต่หลังจากที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เรื่อยมา  ปัจจุบันมีสินค้าสองชนิดนี้ที่บางครั้งมีขนาดหน้าตัดเท่ากัน ทำให้สินค้านี้ไม่สามารถที่จะแยกจากลักษณะหน้าตัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่สิ่งที่เป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างเหล็กไอบีม และ เอชบีม ก็คือ เหล็กไอบีม จะมีความหนาของเหล็ก มากกว่าเหล็กเอชบีมที่มีขนาดเท่ากัน รวมทั้งจุดที่ร่วมกันของเหล็กไอบีมก็จะมีส่วนหนากว่าเหล็กเอชบีมอีกด้วย ซึ่งผู้ใช้สามารถสังเกตความแตกต่างได้
อนึ่ง เดิมมีการผลิตเหล็กไวด์แฟรงด์ (Wide Flange) ซึ่งมีลักษณะคล้าย เอชบีม ซึ่งปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการเรียกชื่อนี้กัน จะเรียกเป็นเอชบีมแทน

เหล็กรางน้ำ (Channel) (มอก.1227-2539)
บางครั้งเรียกเหล็กตัวยู คือถ้ามองตามรูปหน้าตัดจะเป็นรูปตัวยู (U) แต่ถ้ามองในลักษณะรวม ๆ  โดยนำเหล็กนี้มาวางด้านหงายขึ้นก็จะเป็นคล้ายร่องน้ำ หรือรางน้ำ เหล็กรางน้ำนี้มีสองแบบคือแบบที่เกิดจากการรีดร้อน คือนำเหล็กแท่งมารีด เหล็กรางน้ำประเภทนี้จะนิยมใช้ในงานโครงสร้าง ส่วนเหล็กรางน้ำพับ จะเป็นเหล็กที่เกิดจากการนำเหล็กแผ่นมาพับเป็นตัวยูเช่นกัน แต่การรับแรงต่างกันมาก ผู้ใช้จึงไม่ใช้เหล็กรางพับในโครงสร้างที่รับแรงมาก
(ตารางที่ทางบริษัทฯจัดทำ ได้นำขนาด ของ เอชบีม , ไอบีม, และเหล็กรางน้ำ ที่เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน นำมาเปรียบเทียบกันในหน้าเดียวกันเพื่อให้ผู้ใช้ สามารถเปรียบเทียบขนาดและตัดสินใจที่จะสั่งขนาดไหน และ ในกรณีที่สินค้าบางขนาดไม่มีของในสต็อค ผู้ใช้จะได้มองขนาดอื่นทดแทนได้ง่าย)

เหล็กคัทบีม (Cut Beam)
ไม่ค่อยได้รับความนิยม  เท่าเหล็กรางน้ำ และเหล็กเอชบีม ไอบีม ผู้ที่ต้องการสินค้าตัวนี้ ต้องตรวจสอบสินค้าก่อนที่จะสั่งซื้อ

เหล็กฉาก (Steel Angel)
นำไปใช้ในงานโครงสร้างขนาดเล็ก มีให้เลือกทั้งเหล็กฉากรีดและเหล็กฉากพับ
เหล็กฉากรีด คือเหล็กที่รีดออกมาจากเหล็กแท่งนำไปเผาให้ร้อนแล้วรีดออกมาเป็นเส้น
เหล็กฉากพับ คือเหล็กฉากที่ทำมาจากการนำเหล็กแผ่นมา Slit (ตัดเป็นแผ่นยาว ๆ เป็นแถบ) แล้วนำมาพับ :ซึ่งถ้านำไปใช้ในงานโครงสร้างแล้วจะนิยมใช้เป็นเหล็กฉากรีดเพราะจะรับแรงได้ดีกว่า

เหล็กชีทพลาย(Steel Sheet Pile)(มอก.1390-2539)
เหล็กชีทพลายมีลักษณะคล้ายเหล็กรางน้ำ แต่ต่างกันที่ส่วนปลายของตัวยูจะบานออก และพับขอบออกไปด้านนอกเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะเกี่ยวกันเป็นแผงในการกั้นเป็นกำแพงกันดิน เหล็กชนิดนี้ใช้ในงานที่ต้องมีการกั้นดินเช่นงานชลประทาน หรือ งานก่อสร้าง อุโมงค์ หรืออาคารใต้ดิน เป็นต้น

เหล็กแบน (Steel Flat Bar)
เหล็กแบนมีทั้งแบบเหล็กที่มาจากการรีด และการนำเหล็กแผ่นมาตัด ถ้าผู้ใช้ต้องการด้านความคมชัดของเส้นใช้แบบเหล็กแผ่นตัดจะดีกว่า แต่มีข้อเสียคือจะมีราคาแพงกว่า เหล็กแบนรีด

เหล็กสี่เหลี่ยมตัน (Steel Square Bar)
เหล็กสี่เหลี่ยมตันผลิตมาจากเหล็กแท่ง(Billet) แล้วนำไปเผาให้ร้อนที่เตาเผา แล้วนำมารีดซึ่งมีกรรมวิธีคล้ายกับการผลิตเหล็กเส้น ต่างกันที่ เหล็กสี่เหลี่ยมตัน มีลักษณะหน้าตัดเป็นเหล็กสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนเหล็กเส้นมีหน้าตัดเป็นวงกลม

เหล็กเพลา (Carbon Steel Round Bar)
เหล็กเพลา แบ่งเป็น 2 ชนิดคือเพลาที่มาจากการรีดเหล็กร้อน ซึ่งจะเรียกกันว่าเพลาดำ กรรมวิธีก็จะเหมือนกับเหล็กเส้นกลมต่างกันคือคุณสมบัติของเหล็ก และความกลม เนื่องจากเหล็กเพลาจะใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอุตสาหกรรมจึงเน้นในเรื่องความกลม และความสวยงาม ซึ่งต่างจากเหล็กเส้นจะมีความกลม ที่ไม่ค่อยเน้นความกลมมากนัก เพราะเมื่อนำไปใช้งานก็สามารถรับแรงได้เหมือนกัน  เหล็กเส้นกลมถูกออกแบบให้รับแรงดึงได้น้อยกว่าคือ แรงเค้นดึงที่จุดยืด(Yield Point)ที่ 24 กก./ตร.ซม. ซึ่งเปรียบเทียบกับเหล็กเพลา  S45C ก็จะรับแรงได้ใกล้เคียงกับเหล็กเส้น SD40 ที่ 45 กก./ตร.ซม.
เพลาที่มาจากการรีดร้อนนี้บางครั้ง เรียกเป็น เพลาฟ้า หรือเพลาแดง เพื่อใช้เป็นการแยกประเภท เกรดของเพลาด้วย ว่าเหล็กเพลาที่มีสีลักษณะนี้ รับแรงได้มากกว่า เหล็กเพลาธรรมดา  และเนื่องจากเหล็กเพลาผลิตได้ยากกว่าเหล็กเส้นกลมจึงมีราคาแพงกว่าเหล็กเส้นกลมประมาณ 5-10 %
เหล็ก เพลาขาว มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Cold Drawn Bar เรียกตามการผลิตที่เกิดขึ้นจากการนำเหล็กเส้นกลมหรือเหล็กเพลาดำ ไปดึงเย็นอีกครั้งหนึ่ง เหล็กที่นำไปดึงเย็นแล้วนี้จะเปลี่ยนคุณสมบัติทำให้เหล็กจะเปลี่ยนจากสีเทาดำ เป็นสีเทาเงิน ๆ จึงเรียกว่าเหล็กเพลาขาวตามลักษณะของเหล็ก เหล็กเพลาขาวนี้จะมีคุณสมบัติแข็งกว่าเหล็กเพลาดำ แต่จะมีการยืดหยุ่นน้อยกว่า

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
เหล็กกลุ่มนี้เป็นเหล็กที่ได้มาจากการนำเหล็กแผ่นม้วนไป Slit (นำไปตัดซอยออกตามยาว) ตามขนาดที่ต้องการแล้วนำไปขึ้นรูป โดยถ้านำไปพับ 90 องศา เป็นเหล็กฉากก็จะเรียกเป็นเหล็กฉากพับ ถ้านำไปพับสองครั้งเป็นรูปตัวยูก็จะเรียกเหล็กรางพับ ถ้านำตัวที่คล้ายเหล็กรางพับนี้ไปพับต่อก็จะเรียกเหล็กตัวซี

เหล็กตัวซี (มอก.1228-2549)
เหล็กตัวซี มีกรรมวิธีผลิตคล้ายเหล็กท่อเหลี่ยม คือนำเหล็กแผ่นรีดร้อนมาพับขึ้นรูปเหมือนกัน แต่ไม่ได้เชื่อมติดกัน และพับให้ด้านสุดท้ายไม่บรรจบกันซึ่งถ้าดูจากรูปหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัวซี  เหล็กตัวซี มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Steel Light Lip Channel ซึ่งอีกมุมมองหนึ่งในขบวนการผลิต ก็คือทำเป็นตัวรางน้ำ (Channel)ก่อน แล้วนำมาพับที่มุมเพิ่มเป็นขอบ (Lip) อีกทีหนึ่ง เหล็กตัวซีนิยมใช้กันมากในการทำโครงหลังคา เพราะมีน้ำหนักเบาและราคาไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กตัวอื่น

เหล็กท่อ
คือการนำเหล็กแผ่นม้วนตามขนาดที่กำหนดไปพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วนำไปเชื่อมติดกัน ก็จะเรียกว่า เหล็กท่อแบน เหล็กท่อเหลี่ยม, หรือเหล็กแป๊ปเหลี่ยม แป๊ปแบน หรือ เหล็กกล่อง,   ถ้าหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็จะเรียกว่า เหล็กท่อแบน  เหล็กแป๊ปแบน ถ้าหน้าตัดเหล็กเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็จะเรียกว่าเป็น เหล็กท่อเหลี่ยม(จัตุรัส), หรือเหล็กแป๊ปเหลี่ยม 
แต่ถ้านำเหล็กนี้ไปขึ้นรูปเป็นทรงกระบอกแล้วนำมาเชื่อมติดกันก็จะเรียกเหล็กนี้ว่าเหล็กท่อ

เหล็กท่อดำ (Carbon Steel Pipe)
เหล็กท่อดำคือเหล็กที่ทำมาจากเหล็กแผ่นนำไป Slit แล้วนำมาม้วนเป็นท่อ แล้วทำการเชื่อมให้ติดกันตลอดแนว เนื่องจากเหล็กท่อมีลักษณะที่ดีหลายประการ ทั้งความสวยงามและความแข็งแรง ทนทาน จึงสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายงานมากกว่าทั้งงานโครงสร้างขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เหล็กท่อมีการผลิตได้หลายแบบรวมทั้งมีการใช้วัสดุที่หลากหลาย เหล็กท่อที่ผลิตจากเหล็กแผ่นร้อน (Hot rolled steel plate) จะเรียกว่าเหล็กท่อดำ โดยจะนำไปใช้งานก่อสร้าง และงานประปา หรืองานระบบ โดยผู้ใช้จะเลือกตามแต่การใช้งาน

เหล็กท่อเหลี่ยม  (Steel Square Pipe) และ เหล็กท่อแบน (Steel Rectangular Pipe)
เหล็กท่อหน้าตัดสี่เหลี่ยม มีกรรมวิธีผลิตเบื้องต้นคล้ายกับเหล็กตัวซี  คือการนำเหล็กแผ่นรีดร้อนที่เตรียมไว้มาพับเป็นสี่เหลี่ยม  ต่างกันที่การพับ พับให้ขอบทั้งข้างของหน้าตัดชนกันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วเชื่อมติดกัน ก็จะเรียกว่า ท่อเหลี่ยม (จัตุรัส) และถ้า หน้าตัดทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ก็จะเรียกว่า ท่อแบน ซึ่งมีการผลิตหลายขนาด ตั้งแต่ขนาด ½” – 8”  และมีหลายความหนาให้เลือกตั้งแต่ความหนา 1.2 มม. – 6 มม.

ลวดผูกเหล็ก Annealing Wire
ลวดผูกเหล็กเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการผูกเหล็ก จึงมีชื่อเรียกว่า ลวดผูกเหล็ก ในภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกว่า Annealing  Wire สาเหตุที่มีชื่อเรียกต่างกัน เพราะเป็นการมองต่างมุม คือฝรั่งคำนึงถึงที่มา ส่วนคนไทยมองถึงการใช้ ในด้านการผลิต ลวดผูกเหล็กทำมาจากต้นกำเนิด ก็คือ เหล็กแท่ง นำไปเผาแล้วรีดเป็นเหล็กเส้นม้วนคาร์บอนต่ำ (Wire rod Low Carbon) จากนั้นนำมาดึงเป็นลวดลดขนาด หลายครั้ง จนได้ขนาดเบอร์ 18 (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 มม.) แล้วจึงนำไปอบด้วยความร้อน หลังจากนั้นจะปล่อยให้เหล็กเย็นตัวลงเอง จากกรรมวิธีการอบนี้จะทำให้เหล็กคลายความเครียด ส่วนใหญ่ลวดผูกเหล็กจะนำไปผูกกับเหล็กเส้นก่อสร้าง จะทำให้ทำงานสะดวกและง่ายกว่าเหล็กลวดที่ยังไม่ผ่านการอบ
ลวดผูกเหล็ก ซื้อขายกันเป็นขด เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่เนื่องจากการใช้งานไม่สะดวก ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่ได้ผลิตลวดผูกเหล็กโดยมีน้ำหนักต่อขด คือ 3 กก. ต่อ ขด

ไวร์เมช (Wire mesh)
ไวร์เมช เกิดจากความต้องการในการก่อสร้างให้มีความรวดเร็ว โดยเฉพาะในการเทพื้น หรือการเทถนน จึงมีการออกแบบผลิตภัณฑ์นี้ขึ้น โดยวัตถุดิบทำจาก เหล็กเส้นม้วน นำมาลดขนาด แล้วนำมาซ้อนกันและเชื่อมติดกันเป็นรูปตาราง โดยจะมีขนาดตาราง ให้เลือกทั้งตารางถี่ และ ตารางห่าง รวมทั้ง ขนาดเหล็กที่ใช้ ก็มีให้เลือกหลายขนาดด้วยกัน การซื้อขายกันเป็น หน่วย ตารางเมตร โดยหน้ากว้างของเหล็กไวร์เมช ก็จะมีหลายขนาด โดยสรุปคือ

ตาราง =   10x10 – 30x30
ขนาดเหล็ก =   3.2 มม -  6 มม.
ความยาว =   เป็นแผ่น  6 , 10 , 12 เมตร เป็นม้วน 25,50 เมตร

ผลิตภัณฑ์เหล็กอื่น ๆ จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป


 
 
   
Home  |  Company Profile  |  Products  |  Others/Knowledge  |  Contact Us more information : contactus@kimsengsteel.com
สำนักงาน : 1401 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ : 02-894-8889-90, 02-892-2962-63, 02-892-5811-4
โทรสาร : 02-892-5858, 02-450-3894 เวลาทำการ : จันทร์-เสาร์ 08.00 -17.00 น.
© 2011 KimSeng, All rights reserved.
Best view in IE.